Home > About US > OCC Profile
 
บริษัทฯได้จัดตั้งและดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 100,000 บาท ต่อมาผลประกอบการของบริษัทฯมีการเติบโตขึ้นจนกระทั่งมีทุนจดทะเบียน ณ ปัจจุบัน จำนวน 80,000,000 บาท ทุนเรียกชำระแล้ว 60,000,000 บาท

ในระยะแรกใช้ชื่อว่า บริษัท โอเลียรี่ คัฟเวอร์มาร์ค เซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อทำการจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง “โอเลียรี่คัฟเวอร์มาร์ค” (O’Leary Covermark) โดยเปิดศูนย์บริการให้คำปรึกษาความงาม และบริการให้กับลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ อีกทั้งได้วางช่องทางการจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านเสริมสวย โดยใช้กลยุทธ์การดูแลหลังการขายต่อเนื่องอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการจัดทีมโปรโมชั่นเสริมแต่ละจุดขายโดยเข้าสาธิต,บริการ และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น เกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์ ทำให้เครื่องสำอางโอเลียรี่คัฟเวอร์มาร์ค เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นับเป็นความสำเร็จที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าตลอดมา

บริษัทฯ ได้รับอนุญาตเข้าเป็นบริษัทฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 แปรสภาพเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” และได้ขยายการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกหลายผลิตภัณฑ์ โดยจำแนกเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ดังนี้ กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องสำอาง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลจัดแต่งทรงผม กลุ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้า     และกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดนตรี ภายใต้แบรนด์ชั้นนำซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีในท้องตลาด อาทิ COVERMARK KMA. KMA PROFESIONAL, SUNGRACE, SHISEIDO POSFESIONAL , BSC HAIR CARE , GUY LAROCHE , GUNZE, RITMULER เป็นต้น
 

ภาวะเศรษฐกิจไทยในรอบปีที่ผ่านมา แม้ต้องเผชิญปัจจัยลบหลายด้านตลอดทั้งปี ทั้งเศรษฐกิจโลกจากวิกฤติทางด้านการเงินในแถบประเทศยุโรป ส่งผลให้ค่าเงินบาทของประเทศแข็งค่าขึ้น และปัญหาภายในประเทศจากความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถเติบโตโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการส่งออก และการแก้บัญหาของภาครัฐที่ได้ดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่ยังคงผ่อนคลายด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การคงอัตราดอกเบี้ยให้ยังอยู่ในระดับต่ำ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆเช่นภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว การแก้ปัญหาช่วยเหลือด้านเกษตรกร โดยเฉพาะโครงการภายใต้แผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และนโยบายการปรองดองเพื่อลดความขัดแย้งที่รุนแรงด้านการเมือง จึงทำให้ในช่วงปลายปีภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น  การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

ในปี 2553 บริษัทมีรายได้รวม 1,310.23 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 96.11 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 7.92% มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 1,207.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 88.53 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 7.91% และมีกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว 76.71 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 4.17 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 5.74%


ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทได้เตรียมความพร้อมในการรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ โดยพิจารณาถึงปัจจัยความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจในทุกๆ ด้านบริหารองค์กรอย่างระมัดระวัง วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วนโดยใช้หลักของเหตุและผล มุ่งมั่นพัฒนา นำเสนอสินค้า และบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างความพึงพอใจ และเกิดความประทับใจสูงสุด เน้นการติดตามผลและใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศที่ได้มีการพัฒนาให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันเหตุการณ์ พัฒนาบุคลากรทุกระดับให้มีศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การจัดตั้งทีมงาน Culture Working Team ร่วมสร้างค่านิยม 6 งามและวัฒนธรรมองค์กร Beauty from within จัดให้มีการอบรมสัมมนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง สร้างบรรยากาศที่ดีนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน