Home > What's News > Look & Tips

LOOK & TIPS


 
Sweet Princess
เสนืห์แห่งสีสันดุจเจ้าหญิง
KMA สวย ใส เจิดจรัส เนรมิตคุณ เป็นดั่งอย่างเจ้าหญิง
ผิวสวยสั่งได้ ไม่ต้องพึ่งสปา

น้ำผึ้งมหัศจรรย์แแห่งความงาม

หวานปานน้ำผึ้ง มักเป็นคำเปรียบเปรยของคู่รักที่แสดงความรักต่อกัน จนใครต่อใครอิจฉา เลยได้ไอเดียความงามจากความหวานของ น้ำผึ้ง มาฝาก เพราะน้ำผึ้งนั้นไม่ได้มีดีที่ความหวานอย่างเดียว นับแต่โบราณมา ย้อนหลังไปสมัยพระนางครีโอพัตรา หญิงสาวผู้ได้รับการกล่าวขานว่ำไม่มีใครงามเกินคือพระนางนั่นเอง ว่ากันว่าเคล็ดลับความงามของพระนางคลีโอพัตรา คือน้ำผึ้งนั่นเอง จะช้าอย่าอยู่ใยเริ่มปฏิบัติการเสริมสวยด้วยน้ำผึ้งกันดีกว่า

สวยด้วยน้ำผึ้งกับกล้วยกอม ส่วนผสมก็มีเพียงกล้วยหอมครึ่งผล น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ นำกล้วยหอมมาปั่นหรือบด รวมกับน้ำผึ้งแท้จนละเอียด รวมเป้นให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้ามีความนุ่มนวลและสดใสขึ้น แถมยังช่วยลดสิ้วเสี้ยนที่น่ารำคาญได้อีกด้วย สูตรน้ำผึ้งกับกล้วยหอมนี้เหมาะสำหรับสาวผิวแห้งเป็นอย่างยิ่ง

สวยด้วยน้ำผึ้งกับไข่แดง นำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันสังเกตดูถ้าเข้มข้นเกินไปก็เติมน้ำลงไปสัก 2-3 หยด นำมาพอกหน้าและบริเวณลำคอทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นใช้น้ำอุ่น ๆ ล้างหน้า ให้สะอาดคุณค่าของโปรตีนจากไข่แดง เมื่อนำมาผสมกับน้ำผึ้งช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื่น ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และกลดูกระชับยิ่งขึ้น

ผมเสียกลับสวยได้ ง่ายนิดเดียว


การทำผมตามแฟชั่นช่วยเปลี่ยนลุคของคุณให้ดูดีก็จริง แต่ทุกครั้งที่ผมคุณถูกสารเคมีแรงๆ หรือความร้อนสูงเส้นผมของคุณก็จะถูกทำลายสะสมลงเรื่อย ๆซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงไทยมักมีผมอ่อนแอ แห้งเสีย และแตกปลาย สาเหตุก็เพราะสาวๆ มักจะสรรหาสารพัดวิธีเพื่อมาทำให้ผมดูดีอินเทรนด์ที่สุด ตั้งแต่การจัดแต่งทรง ดัด ยืด ทำสี ไปจนถึงไฮไลต์ เพื่อช่วยสร้างเสน่ เติมเต็ม ความมั่นใจให้คุณสาว ๆ แต่ก่อนที่ผมสวยจะแห้งเสียและยับเยินอบย่างรุนแรง จนโบกสมือลาคุณไปอย่างไม่มีวันกลับถึงเวลาแล้วที่คุณสาวๆต้อลลุกขึ้นมาดุแลบำรุงเส้นผมอย่างจริงจังเสียทีในเมื่อรักที่จะมีทรงผมอินเทรนด์ และทันสมัยสมเป็นสาวนิวมิลเลเนียมแล้วก็ต้องมีผมสุขภาพดีด้วย วันนี้เรามี 4 ขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณสามารถเปลี่ยนผมแห้งเสียให้เสียกลับมาสวยด้วยตัวคุณเองมาฝากกัน

1.สำรวจต้นต่อของปัญหา เริ่มแรกควรวิเคราะห์สุขภาพเส้นผมกันก่อน ว่าส่วนไหนที่มีการแห้งเสียมากที่สุด เช่นปลายผมที่แตกแดงหรือฉีกขาด ก็ควรจะเล็มหรือตัดออกไปสิ้นซาก

2.ใส่ใจดูแลอย่างต่อเนื่องหลังขจัดต้นตอที่ผมไร้ชีวิตแล้ว ก็ถึงเวลานับหนึ่งใหม่สำหรับการดูแลและบำรุง เส้นผมได้อย่างตรงจุด ดังนั้นจึงต้องได้รับการดูแลและได้รัยการบำรุง อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตั้งแต่การทำความสะอาด ควรเลือกใช้แชมพูที่เหมาะกับสภาพผมแห้งเสียหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีแรงๆ ซึ่งอาจทำลายสมดุลของเส้นผม

3.ขาดไม่ได้เลย คือ การบำรุงด้วยครีมนวดเป็นประจำทุกครั้งหลังสระผมยิ่งผมแห้งเสียรุนแรงด้วยแล้ว ครีมนวดผมยิ่งแห้งเสียรุยแรงด้วยแล้ว ครีมนวดทั่วไปอาจมีความเข้มข้นไม่เพียงพอต่อการบำรุง ดังนั้น ควรมองหาครีมนวดผมที่มีประสิทธิภาพการบำรุงอย่างล้ำลึก และสามารถซึมซาบเข้าไปบำรุงอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะส่วนที่แห้งเสียอ่อนแอ จากการทำร้ายด้วยความร้อน สารเคมีจากการดัดทำสี หรือยีดผม รวมทั้งสามารถเก่าะติดในปริมาณที่พอเหมาะบนเส้นโดยไม่ถูกชะล้างออกด้วยน้ำสระ เช่นครีมนวดผมที่มีส่วนผสมของทรีทเม้นท์

4.เพื่อการแก้ปัญหาผมเสียให้ได้ผลเร็วยิ่งขึ้น หลังทำความสะอาดด้วยแชมพูและบำรุงก้วยแชมพูและบำรุงด้วยครีมนวมผมที่มีส่วนผสมของทรีทเม้นท์ แล้ว ควรหมั่นฟื้นฟูและบำรุงผมสัปดาหืละครั้งด้วยทรีทเม้นท์ มาส์ก และจาสด้วยลีฟออยทุกครั้งหละบวสระเพื่อฟื้นฟูเส้นผมแห้งเสียให้กลับแข็วแรงมากยิ่งขึ้น

สวยอินเทรนด์ แบบผมไม่เสีน ผมที่ผ่านการทำสี ดัด ยืดหรือไดร์ทบ่อยๆนั้นต้องการดูแลและเอาใจใส่มากเปแนพิเศษ เพราะถึงแม้ว่าเส้นผมคุณแย่จนแห้งเสียแตกปลายไร้ชีวิตชีวา ทุกอย่างที่มาก็หมดความหมาย ดังนั้น ถ้าคุณรักและสนุกหับกิจกรรมบนเส้นผมอยู่ตลอดเวลาก็ต้องหมั่นดูแลและบำรุงเส้นผมอยู่ตลอดเวลาและบำรุงอย่างสม่ำเสมอให้ครบ 4 ขั้นตอน

12 เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อหน้าใสไร้ริ้วรอย

 

12 เคล็ดลับง่าย เพื่อหน้าใสไร้ริ้วรอย

1.ไม่ควรนอนดึกหรืออดนอน แม้ว่าก่อนหน้าเคยใช้เวลากลางคืนหมดไปกับการอ่านหนังสือดูละคร แต่ถ้าม่อยากหน้าใสไร้ริ้วรอย เมื่อถึงเวลาหัวค่ำก็ควรนอนให้ตรงเวลา หยุดกิจกรมที่เคยชิน ร่างกายจะได้พักผ่อน อย่างเต็มที่

2. ควรดื่มน้ำในปริมาณอย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน ซึ่งน้ำในที่นี้ไม่ใช้น้ำหวาน น้ำอัดลมนะคะ แต่ต้องเป็นน้ำเปล่าที่สะอาด ไม่เย็นไม่ร้อนจัดจนเกินไป

3.ไม่ลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควรบริหารหน้าด้วยการนวด หรือง่ายๆแค่ ขยับปากพูดคำว่า อา อี เอ โอ อู แค่นี้กล้ามเนื้อหน้าก็จะได้รับการดูแลไม่ให้เหี่ยวย่น

4.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด และ เครื่องดื่มจำพวกน้ำชา กาแฟ อีกทั้งต้องงดการสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่คือตัวอันตรายที่จะทำให้หน้าของคุณดูแก่เกินอายุ

5.หลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดที่แรงจัด มิเช่นนั้นหน้าของคุณจะแก่ก่อนวัยวัยที่ไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากจำเป็นต้องเผชิญกับแสงแดด ก็อย่าลืมใช้ครีมกันแดด SPF สูงๆ ทาป้องกันก่อนเดินทางออกจากบ้านจะดีที่สุด

6. ใช้โลชั่นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ความเสี่ยงหรืออยู่ในสถานที่ ที่มีสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้แก่ง่าย เช่นในห้องแอร์ฯที่หนาวจัด ถ้าอยู่นานๆ ความเย็นที่ติดลบก็จะทำลายผิวหน้า

7. ทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบริเวณใบหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ ยิ่งหากคุณเป็นสิวด้วยแล้ว คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสำหรับการรักษาสิวเท่านั้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณลื่นขึ้น ที่สำคัญห้ามแกะ แคะ บีบ เกา บริเวณ สิวเด็ดขาด

8. ความเครียดก็เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้หน้าคุณหมองคล้ำ ความเครียดเกิดจาหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องงาน เงิน ครอบครัว หรือความรนัก เฉพาะฉะนั้นเมื่อมีปัญหาใดมารบกวนจิตใจคุณ ก็จงอย่าเครียด ค่อยๆแก้ไขอย่างมีสติ และพยายามสงบใจไม่ให้เป็นทุกข์

9.หากคุณเป็นคนผิวแห้ง ก็ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ก่อนนอนทุกครั้ง และถ้ามีส่วนใดที่แห้งเป็นพิเศษ ควรที่จะใช้โลชั่นที่มี AHA ทาให้ทั่วบริเวณ แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวหน้ามัน ก็แนะนำให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ชนิดเจลจะเหมาะกว่าชนิดครีม

10. อย่าใช้มือสัมผัส จับ ลูบ ถูใบหน้าช่วงระหว่างมัน และคุณควรจำไว้ให้ขึ้นใจว่าทุกครั้งเมื่อไปถึงที่ทำงาน หรือทันทีที่กลับบ้านต้องล้างมือก่อนเสมอ เพราะมือของเราจับต้องสิ่งสกปรกเชื้อโรค ฝุ่นละอองต่างๆมาตลาดทั้งวัน และการที่คุณเผลอเอามือไปจับหน้าตาอาจทำให้สิวเกิดขึ้นที่ใบหน้าได้

11. ล้างเครื่องสำอางออกอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยให้คุณล้างมาสคาร่าหรืออายแชร์โดร์ด้วยเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมันทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำมันที่ว่าแทรกซึมไปตามผิวหนังส่วนอื่นๆเพราะอาจจะไปกระตุ้นหรือระคายเคืองผิวซึ่งอาจนำไปสู่กำเนิดสิว

12. หากคุณมีปัญหาเรื่องผิวหน้าไม่เรียบ หมองคล้ำ เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นสิว เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับผิวหน้า ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังจะดีกว่า

เสริมสร้างความแข็งแรงด้วยอาหารตามกรุ๊ปเลือด

เชื่อหรือไม่ว่า 90% ของโรคภัยเกิดจากการรับประทานเป็นหลัก ดังที่ว่า You are what you eat โดยสารพัดอาหารทีเรารับประทานเข้าไป ลำไส้จะเป็นตัวดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแต่ลำไส้จะเลือกอาหารเฉพาะที่ย่อยดีเท่านั้นจึงจะผ่านช่องเซล์ลเข้าไปได้  ฉะนั้นหากเรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของเราเท่ากับเป็นการรบกวนการย่อย เพราะแบคทีเรียชนิดร้ายจะเข้ามาช่วยย่อยแทน กลายเป็นของเน่าเสียจนเซลล์ผนังลำไส้บวม  การดูดซึมบกพร่อง ช่องว่างระหว่าวเซล์ลหลวม ทำให้อาหารย่อยไม่หมด เชื้อโรคหรือสารพิษที่ปนเปื้อนสามารถมุดเข้าสู่กระแสเลือดได้ เกิดเป็นสิ่งแปลกที่มีอันตรายต่อร่างกาย ผิวพรรณ และจิตใจ ศูนย์สุขภาพองค์รวม Holistic Medical Center แนะนำว่าหากอยากให้ภูมิต้านทานดีขึ้น ควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร เลือกที่สะอาดและเหมาะกับสภาพร่างกายของเรา เพื่อให้เม็ดเลือดขาวไม่ต้องทำงานหนัก และมีอายุครบได้ถึง 20 วันก่อนถึงคราวต้องผลัดเปลี่ยนเรียกว่าใช้งานกันให้เต็มที่แล้วร่างกายจะแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ผิวพรรณสดใสจนรู้สึกได้ การเลือกรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดถึงแม้จะไม่ได้ลงลึกในแต่ละบุคคลแต่ตามสถิติแล้วสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยปรับสมดุลและฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาสดชื่น กระปรี่กระเปร่าได้

กรุ๊ป A เหมาะกับอาหารมังสวิรัติ ข้าวกล้อง ถั่ว มะเดื่อ น้ำตาลโมแลสซิส (สีดำที่เอามาทำซีอิ้วหวาน) อาหารที่มีวิตามินบี และซีมากๆ อย่างบรอกโคลี ส้มโอ สับปะรด เชอรี่ มะนาว รวมถึงผักใบเขียว หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก และแฮม รวมถึงประเภทนม ถั่วแดง และอาหารที่มีแป้งสาลีมากเกินไป

กรุ๊ป B เหมาะกับเนื้อสัตว์ พวกระต่าย กวาง แกะ แต่เลี่ยงเนื้ออกไก่ กรุ๊ป B เป็นเพียงกรุ๊ปเดียวที่ทานอาหารนมเนยได้เต็มที่ ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้องก็มีประโยชน์มาก แต่ควรเลี่ยงแป้งสาลี และถั่วบางชนิด ผักส่วนใหญ่ทานได้ยกเว้นมะเขือเทศ และข้าวโพด นอกจากนี้ ผลไม้เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้มาก

กรุ๊ป O เหมาะกับเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา รวมทั้งผักผลไม้ และควรทานอาหารทะเลประจำ หญิงสาวกรุ๊ป O ให้งดแป้งสาลี และข้าวโอ๊ต เพราะมีผลต่อระบบการย่อย เห็ดหอมและมะกอกดองอาจทำให้แพ้ มะเขือยาวและมันฝรั่งเป็นต้นตอให้ปวดข้อ และควรเลี่ยงแคนตาลูป ส้ม สตอเบอรรี่ เพราะมีกรดสูงมากเกินไป

กรุ๊ป AB เหมาะกับอาหารมังสาวิรัติ   แต่ต้องงดนมและไข่เด็ดขาดหากมีอาการไซนัสอักเสบ และหูอื้อ ไม่ควรทานปลาเนื้อขาว แซลมอนรมควัน  แป้งข้าวโพด และถั่วแดงหลวง รวมทั้งน้ำมันต่างๆ (ยกเว้นน้ำมันมะกอก) ส่วนผักจะช่วยป้องกันมะเร็ง  และโรคหัวใจ ซึ่งเกิดได้ง่ายกับกรุ๊ป ABยกเว้นกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม ซึ่งไม่ดีต่อกระเพาะอาหาร
ผิวสดใสขึ้นด้วยการนวดหน้า

ชายหนุ่มและหญิงสาวหลายคนเข้าใจผิดว่า การนวดหน้านั้นจะทำให้ผิวหน้าบอบช้ำ และเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ความจริงแล้วการนวดหน้าเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้งอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผิวหน้ากระชับขึ้น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออก ทำให้ใบหน้าสดใส และนุ่มนวลขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สีสันของเครื่องสำอางที่คุณแต่งแต้มติดทนนานอีกด้วย แต่ทุกครั้งที่คุณนวดหน้าควรเลือกครีมนวดหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว เช่นถ้าคุณผิวแห้ง ก็ควรเลือกครีมนวดหน้าที่เหมาะกับผิวแห้งจริงๆ และต้องมั่นใจว่าศูนย์บริการความงามที่คุณใช้บริการนวดหน้านั้นมีความชำนาญพอ แต่ถ้าคุณอยากนวดหน้าด้วยตนเองก็สามารถทำได้ เพราะวันนี้เรามีวิธีการนวดหน้าที่ทำได้ง่ายๆ (แต่ถูกวิธี) ด้วยตัวเองมาฝาก ตามขั้นตอนดังนี้

1.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง นวดเบาๆ วนเป็นรูปวงกลม เริ่มตั้งแต่บริเวณกึ่งกลางหน้าผาก วนไปจนถึงขมับทั้ง 2 ข้าง

2.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง ตีไล่เบาๆ สลับขึ้นลง บริเวณเหนือคิ้วไล่ขึ้นไปที่หน้าผากจนสุดไรผม

3.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง กดเบาๆ บริเวณสันจมูก และลากไปตามแนวใต้ตาล่างจนถึงขมับทั้ง 2 ข้าง

4.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง นวดเบาๆ บริเวณแก้ม โดยนวดเป็นรูปวงกลม วนออกไปทางด้านข้างตามแนวขากรรไกร

5.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง นวดเบาๆจากบริเวณใต้จมูก วนไปตามรอบริมฝีปาก แล้วกดเบาๆ ที่ปลายคาง

6.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง นวดเบาๆ จากบริเวณปีกจมูก ลากขึ้นไปที่โหนกแก้ม แล้วมาสุดที่ขมับทั้ง 2 ข้าง จากนั้นกดเบาๆ ที่ขมับ แล้วค่อยๆ ปล่อยปลายนิ้ว

7.ใช้ปลายนิ้วกลาง และนิ้วนางของมือทั้ง 2 ข้าง นวดเบาๆจากบริเวณมุมปากมาจนถึงปลายติ่งหู สุดท้ายใช้ปลายนิ้วทั้ง 4 ของมือทั้ง 2 ข้าง ตบเบาๆ สลับไปมาไล่ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่ปลายคาง แก้มทั้ง 2 แนวสันจมูก จนถึงบริเวณหน้าผาก

ทุกครั้งที่นวดหน้าควรใช้เนื้อครีมในปริมาณที่พอเหมาะ น้ำหนักมือ และปลายนิ้วก็ควรจะสม่ำเสมอไม่หนักจนเกินไป ซึ่งการนวดหน้าแต่ละท่าควรใช้เวลาประมาณ 2 นาที (ทำซ้ำท่าละ 4 – 6 ครั้ง) และจะกินเวลาทั้งหมดประมาณ 10 – 15 นาทีเท่านั้น

1 | 2